ทำไมต้อง 5 กิโลเมตร?

สำหรับมือใหม่ 5K คือระยะที่ “ท้าทายแต่เป็นไปได้”

เพราะคนทั่วไป ใช้เวลาประมาณ 35–45 นาที ในการวิ่งระยะนี้ช้า ๆ แบบต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดเดิน

ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายสามารถพัฒนา ระบบแอโรบิก ได้ดีมากโดยไม่รุนแรงเกินไป

ใช้เวลา “พอดี” กับคนทำงาน (ประมาณ 40 นาที) ทำให้หัวใจและปอดแข็งแรงขึ้นแบบปลอดภัย

ช่วยสร้างนิสัยการซ้อมสม่ำเสมอ ไม่หนักจนเสี่ยงบาดเจ็บสำหรับมือใหม่

เป็นพื้นฐานที่จำเป็นก่อนจะพัฒนาไป 10K หรือ 21K

โดยเฉลี่ย ใช้เวลา 6–10 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับพื้นฐานแต่ละคน

ผมแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ เพื่อให้ประเมินง่ายขึ้น

กลุ่ม A — ไม่ออกกำลังกายมาก่อนเลย / หอบเร็วมาก (8–10 สัปดาห์)

เริ่มวิ่งได้แค่ 30 วินาทีก็เหนื่อย

หายใจไม่ทันรัว ๆ

กล้ามเนื้อขาและแกนกลางยังไม่แข็งแรง

ต้องให้เวลาร่างกายเรียนรู้การวิ่งช้า ๆ และฝึกระบบแอโรบิกพื้นฐานก่อน

กลุ่ม B — เคยออกกำลังกายบ้าง / เดินเร็วได้ดี (6–8 สัปดาห์)

เดินเร็วได้ไม่เหนื่อยมาก

เคยวิ่งเป็นช่วง ๆ

ร่างกายพอมีฐานความฟิต

พัฒนาเร็วกว่า เพราะหัวใจปรับตัวง่ายกว่า

กลุ่ม C — อดีตนักกีฬา / เคยฟิตมาก่อน (4–6 สัปดาห์)

เคยวิ่งหรือเล่นกีฬา

หอบช้ากว่า

กล้ามเนื้อมีความจำเดิม (muscle memory)

กลุ่มนี้กลับมาฟิตเร็วมาก แต่ยังต้องระวังเรื่องบาดเจ็บเพราะ “ใจไปก่อนตัว”

หลักการซ้อมให้วิ่งครบ 5K แบบไม่ต้องเดินคือ เริ่มวิ่งช้าที่สุดเท่าที่ทำได้

เพราะความผิดพลาดอันดับหนึ่งคือ “วิ่งเร็วเกินไป”

มือใหม่ควรเริ่มที่ เพซเดินเร็วหรือวิ่งช้าๆ ประมาณเพซ 9–11นาที/กม. ก็ยังถือว่าถูกต้อง

ใช้รูปแบบ Run–Walk ก่อน 2–4 สัปดาห์แรก เช่น

วิ่ง 1 นาที / เดิน 2 นาที

ทำ 20–30 นาทีเพื่อให้หัวใจค่อย ๆ ปรับตัว

เพิ่มเวลา ไม่เพิ่มความเร็ว

เป้าหมายคือ “วิ่งได้นานขึ้น” ไม่ใช่ “วิ่งได้เร็วขึ้น”

ซ้อม 3 วันต่อสัปดาห์กำลังดีให้ร่างกายมีวันพักฟื้น

มีเสริมเวทเทรนนิ่ง เพิ่มความแข็งแรงและช่วยให้รูปร่างดีขึ้น

ถ้าซ้อมหนักทุกวัน = เสี่ยงเจ็บเร็วมาก

เมื่อร่างกายวิ่งช้า ๆ ได้ 40 นาทีต่อเนื่อง

คุณก็ พร้อมวิ่ง 5K โดยไม่ต้องเดิน แล้ว

สรุปแผนสั้น ๆ สำหรับมือใหม่

สัปดาห์ที่ 1

วันจันทร์ – วิ่งเบา 1 นาที / เดิน 2 นาที × 7 รอบ (รวม 21 นาที)

วันพุธ – วิ่ง 1 นาที / เดิน 2 นาที × 8 รอบ (รวม 24 นาที)

วันศุกร์ – บอดี้เวท 4 ท่า × 2 เซ็ต

วันเสาร์หรืออาทิตย์ – เดินเร็ว 20 นาที (ฟื้นตัว)

สัปดาห์ที่ 2

วันจันทร์ – วิ่ง 2 นาที / เดิน 2 นาที × 6 รอบ (รวม 24 นาที)

วันพุธ – วิ่ง 2 นาที / เดิน 1 นาที × 7 รอบ (รวม 21 นาที)

วันศุกร์ – บอดี้เวท 4 ท่า × 2 เซ็ต (เพิ่มครั้งละ 2–3 ทีได้)

วันเสาร์หรืออาทิตย์ – เดินเร็ว 20–25 นาที

สัปดาห์ที่ 3

วันอังคาร – วิ่ง 3 นาที / เดิน 1 นาที × 6 รอบ (รวม 24 นาที)

วันพฤหัส – วิ่ง 5 นาที / เดิน 2 นาที × 3 รอบ (รวม 21 นาที)

วันเสาร์ – บอดี้เวท 4 ท่า × 2 เซ็ต

(อาทิตย์พัก)

สัปดาห์ที่ 4

วันอังคาร – วิ่ง 8 นาที / เดิน 2 นาที × 2 รอบ

วันพฤหัส – วิ่งต่อเนื่อง 12–15 นาที

วันเสาร์ – บอดี้เวท 4 ท่า × 2 เซ็ต

(อาทิตย์พัก)

ช่วงนี้ส่วนใหญ่จะเริ่มวิ่งได้นานขึ้น ร่างกายเริ่มคุ้นจังหวะหายใจแล้ว

จากนี้ไปเป็น วิ่ง 4 วัน + บอดี้เวท 1 วัน

สัปดาห์ที่ 5

วันจันทร์ – วิ่งช้า 15 นาที

วันอังคาร – วิ่ง 5 นาที / เดิน 1 นาที × 3 รอบ

วันพฤหัส – วิ่งช้า 18 นาที

วันเสาร์ – บอดี้เวท 4 ท่า × 2 เซ็ต (เริ่มนิ่งและมั่นคงขึ้น)

สัปดาห์ที่ 6

วันจันทร์ – วิ่งช้า 18–20 นาที

วันพุธ – วิ่ง 10 นาที / เดิน 2 นาที / วิ่ง 10 นาที

วันศุกร์ – วิ่งช้า 22 นาที

วันอาทิตย์ – บอดี้เวท 4 ท่า × 2 เซ็ต

สัปดาห์ที่ 7

วันจันทร์ – วิ่งช้า 22 นาที

วันพุธ – วิ่งต่อเนื่อง 15 นาที

วันศุกร์ – วิ่งช้า 25–28 นาที

วันเสาร์ – บอดี้เวท 4 ท่า × 2 เซ็ต

ตรงสัปดาห์นี้ ส่วนใหญ่จะเริ่มเข้าใกล้ระยะ 4km แล้วแบบสบาย ๆ

สัปดาห์ที่ 8 (สัปดาห์ทดสอบ) เป้าหมาย: วิ่งครบ 5K แบบไม่หยุดเดิน

วันจันทร์ – วิ่งช้า 25–28 นาที

วันพุธ – วิ่งต่อเนื่อง 30–32 นาที

วันศุกร์ – วิ่งช้า 35–40 นาที → = ใกล้เคียง 5K แล้ว

หลังจากนี้ คุณจะ วิ่ง 5 กิโลได้แบบไม่ต้องเดิน แน่นอนครับ

ใครช้าหน่อยอาจใช้เวลา 35–45 นาที ซึ่งถือว่าปกติที่สุดสำหรับมือใหม่เลย

*ทำไมต้องบอดี้เวท

ถึงจะเป็นโปรแกรมวิ่งสำหรับมือใหม่ แต่การเพิ่ม บอดี้เวทแบบสั้น ๆ วันละ 1 วันต่อสัปดาห์

จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นแบบชัดเจน และลดความเสี่ยงบาดเจ็บได้มากที่สุด

เหตุผลที่ควรเสริมบอดี้เวท

เพิ่มความแข็งแรงของแกนกลาง (Core) ทำให้ทรงตัวดีขึ้นตอนวิ่ง ไหล่ไม่ลู่ หลังไม่ค่อม

ลดอาการเจ็บหัวเข่า–หน้าแข้ง–สะโพก เพราะกล้ามเนื้อรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น

ทำให้วิ่งได้นานขึ้นโดยไม่ล้าเร็ว เพราะร่างกายมีฐานความแข็งแรงรองรับ

ฟื้นตัวดีขึ้น แม้จะไม่ได้เพิ่มระยะหรือความเร็วมาก แต่คุณภาพการวิ่งดีขึ้นทันที

ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ทำที่บ้านได้ใน 10–12 นาที

แนะนำบอดี้เวท 4 ท่าที่เหมาะกับมือใหม่ที่สุด

ทำ 2 เซ็ต (ท่าละ 12–15 ครั้ง หรือ 20–30 วินาที)

ถ้าเริ่มเก่งแล้วเพิ่มเป็น 3 เซ็ต

Squat (สควอท)

เสริมกำลังต้นขา–สะโพกช่วยซัพพอร์ตหัวเข่าขณะวิ่ง

Glute Bridge (นอนหงายยกสะโพก)

แก้อาการก้นไม่ทำงาน (Dead Butt Syndrome) ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการเจ็บเข่าและหลังล่าง

Plank (แพลงก์)

สร้างความแข็งแรงให้แกนกลางช่วยให้ท่าวิ่งนิ่งขึ้น ไม่ออกแรงเกินจำเป็น

Calf Raise (ยืนเขย่งยกส้นเท้า)

ป้องกันอาการเจ็บหน้าแข้ง–เอ็นร้อยหวายและเพิ่มแรงส่งขณะวิ่ง

มือใหม่มักจะวิ่งช้า ๆ เป็นเวลานาน ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนทำงานซ้ำ ๆ แต่ไม่ได้แข็งแรงจริง

การเสริมบอดี้เวท 10 นาที/สัปดาห์ ช่วยปิดช่องโหว่ตรงนี้ได้ดีที่สุด